หน้าแรก คำสอน หว่าน หว่านตอนที่ 7 (จบ) “หว่านอย่างไรไม่หยุดที่จะหว่าน”

หว่านตอนที่ 7 (จบ) “หว่านอย่างไรไม่หยุดที่จะหว่าน”

1714
0
The Sower statue atop Nebraska's State Capitol.

สอน 7 หลังเทศน์อาทิตย์ 17 มี.. 19

หากที่ผ่านมาเราดำเนินชีวิตห่างจากมาตรฐานของพระเจ้าอย่างมาก เราต้องปรับปรุง แต่ขอให้อย่าท้อใจ กิจการทุกอย่างจะสำเร็จได้ด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้เราเป็นลูกของกิจการแห่งความเชื่อทุกอย่าง ขอให้ตั้งใจดำเนินชีวิตตามความสว่างก็พอ พระเจ้ามีฤทธิ์เดชมีเพียงพอสำหรับเราในการดำเนินชีวิต ขอให้ตั้งใจดำเนินชีวิตตามพระวจนะ  พระเจ้าอยากให้เราเกิดผล เมื่อเราหว่านเราจะเก็บเกี่ยวในเวลาที่สมควร หว่านอย่างหนึ่งแต่ไปหวังจะเก็บเกี่ยวอีกสิ่งหนึ่งไม่ได้

กท6:9-10 อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเก็บเกี่ยวในเวลาอันสมควร 10เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อทุกคน และเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อคนที่เป็นสมาชิกของครอบครัวแห่งความเชื่อ

พระเจ้าให้เราเป็นคริสเตียน เพื่อเราจะทำคุณงามความดีกับคนอื่น

มธ5:14-16ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะถูกปิดบังไว้ไม่ได้ 15เมื่อจุดตะเกียงแล้วไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้ ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง  จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในบ้านนั้น 16ทำนองเดียวกันพวกท่านจงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำ พวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์

ส่องสว่างแก่คนทั้งปวง หมายถึงการทำคุณงามความดีให้กับสังคม เพื่อนบ้าน คริสตจักร และคนทั้งปวง

คนจะเห็นความสว่างชัดเจน นี่คือ การหว่านในส่ิงตอบสนองพระวิญญาณ

อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำความดี แสดงว่าพี่น้องกาลาเทียกำลังเมื่อยล้าในการทำดี เปาโลจึงเขียนหนุนใจ เพราะถ้าคุณไม่หว่านตอบสนองพระวิญญาณบริสุทธิ์ คุณจะไปหว่านส่ิงที่ตอบสนองเนื้อหนังแทน ดังนั้นอย่าเมื่อยล้าในการทำดีต่อทุกคน

คริสตจักร ในประเทศไทยแปลกๆ ใช้คำว่าคริสเตียนเพื่อหลีกเลี่ยงการทำดีทำให้คนในสังคมไทยเข้าใจคริสเตียนผิด  คนไทยทั่วไปเวลามีคนมาชวน ทำบุญในความหมายของคนไทยคือ ทำดี  เช่น โลงศพไร้ญาติ อาหารสุนัข ขุดบ่อน้ำบาดาล คนทั่วๆไปก็ช่วยทำบุญให้ พอมาเป็นคริสเตียนเราบอกว่าไม่ทำบุญ  คนไม่เชื่อเข้าใจว่า คริสเตียนไม่ทำบุญ แสดงว่าไม่ทำความดี  ถ้าไม่ทำบุญก็ไม่ต้องบอกว่า เป็นคริสเตียนทำให้พระเจ้าเสียพระเกียรติ

คริสเตียนทำดีได้ แต่ไม่ได้ทำบุญในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องวิญญาณ คริสเตียนยินดีร่วมมือกับเด็กกำพร้า สุนัขจรจัด ศพไม่มีญาติ เพื่อแก้ไขปัญหา บรรเทาความทุกข์หรือเพื่อให้ถวายเกียรติแด่พระเจ้า พระเยซูยกย่องเรื่องช่วยคนเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดของการเป็นคริสเตียน  วันสุดท้ายจะพิพากษาในเรื่องการทำดี ไม่ใช่ถามว่านมัสการไหม พูดภาษาแปลกๆไหม

มธ25:31-46เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมาด้วยพระรัศมีพร้อมกับทูตสวรรค์ทั้งหมด แล้วพระองค์จะประทับบนพระที่นั่งอันรุ่งโรจน์ของพระองค์ 32ประชาชาติทั้งหมดจะมาประชุมกันเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และพระองค์จะทรงแยกพวกเขาออกจากกัน เหมือนผู้เลี้ยงแกะแยกแกะออกจากแพะ 33พระองค์จะทรงจัดให้ฝูงแกะอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ และฝูงแพะอยู่เบื้องซ้าย 34ขณะนั้น พระมหากษัตริย์จะตรัสกับพวกผู้ที่อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ว่าท่านทั้งหลายที่ได้รับพรจากพระบิดาของเรา จงมารับเอาราชอาณาจักรซึ่งเตรียมไว้สำหรับท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกสร้างโลก 35เพราะว่าเมื่อเราหิว พวกท่านก็จัดหาให้เรากิน เรากระหายน้ำ ท่านก็ให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า พวกท่านก็ต้อนรับเรา 36เราเปลือยกายพวกท่านก็ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เมื่อเราเจ็บป่วยท่านก็มาดูแลเรา เมื่อเราอยู่ในคุก พวกท่านก็มาเยี่ยมเรา’ 37เวลานั้นบรรดาคนชอบธรรมจะกราบทูลว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า ที่พวกข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงหิวและจัดให้เสวยหรือทรงกระหายน้ำ และจัดมาถวายนั้นตั้งแต่เมื่อไร38ที่พวกข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงเป็นแขกแปลกหน้าและได้ต้อนรับไว้ หรือเปลือยพระกายและสวมฉลองพระองค์ให้นั้นตั้งแต่เมื่อไร39ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ประชวรหรือทรงถูกจำคุก และมาเฝ้าพระองค์นั้นตั้งแต่เมื่อไร?’ 40แล้วพระมหากษัตริย์จะตรัสตอบว่าเราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ซึ่งพวกท่านได้ทำกับคนใดคนหนึ่งที่เล็กน้อยที่สุดในพี่น้องของเรานี้ ก็เหมือนทำกับเราด้วย’ 41แล้วพระองค์จะตรัสกับพวกผู้ที่อยู่เบื้องซ้ายพระหัตถ์ของพระองค์ว่าพวกท่านผู้ถูกแช่งสาปจงถอยไปจากเราและเข้าไปอยู่ในไฟที่ไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับมารร้ายและบริวารของมัน 42เพราะว่าเมื่อเราหิว ท่านก็ไม่ได้ให้เรากิน เรากระหายน้ำ พวกท่านก็ไม่ได้ให้เราดื่ม 43เราเป็นแขกแปลกหน้า พวกท่านก็ไม่ได้ต้อนรับเราไว้ เราเปลือยกาย ท่านก็ไม่ได้ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เราเจ็บป่วยและต้องถูกจำคุก พวกท่านก็ไม่ได้เยี่ยมเรา’ 44แล้วพวกเขาจะทูลว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า ที่พวกข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงหิว หรือทรงกระหายน้ำ ทรงเป็นแขกแปลกหน้า หรือทรงเปลือยพระกาย ประชวรหรือทรงถูกจำอยู่ในคุก และพวกข้าพระองค์ไม่ได้ปรนนิบัติพระองค์นั้นตั้งแต่เมื่อไร?’ 45เวลานั้นพระองค์จะตรัสตอบว่าเราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า การที่พวกท่านไม่ได้ทำกับผู้เล็กน้อยที่สุดสักคนหนึ่งในพวกนี้ ก็เหมือนไม่ได้ทำกับเราด้วย’ 46และคนเหล่านี้จะต้องออกไปรับโทษอยู่เป็นนิตย์ แต่บรรดาคนชอบธรรมจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์

ชัดเจนไหมสำหรับกท6:7-8 หว่านอะไรเก็บเกี่ยวอย่างนั้น อย่าเมื่อยล้าในการทำดี หว่านเนื้อหนังเก็บเกี่ยวเนื้อหนัง หว่านวิญญาณเก็บเกี่ยวฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่หมายความว่าทำพิธีกรรมคริสเตียน ไม่มีอิทธิพลต่อสังคมเลย แต่หมายถึง การทำดีต่อคนอื่นไหม พระเยซู จะไม่ถามว่ามานมัสการเป็นประจำไหม แต่ถามว่าเอาน้ำให้คนอื่นดื่มหรือไม่ นั่นต่างหากที่เกี่ยวข้องกับการเป็นคริสเตียน รีบกลับใจใหม่เลย หว่าน ทำดี ขอให้สังคมสะเทือนด้วยความดีของคริสเตียน เพราะเป็นตัวแทนของพระเจ้า เขาจะสรรเสริญพระเจ้า เราต้องตระหนักในเนื้อความนี้ที่มีรายละเอียดการทำความดีที่ชัดเจน

ข้อ37 เป็นความคาดหวังจากพระเจ้าที่จะเห็นคนชอบธรรมทำแบบนั้น เล็งถึง ชื่อที่เป็นพระพรสำหรับคริสตจักร 3 ประการ

ข้อ 34 พวกที่อยู่ด้านขวาพวกที่ได้รับพร ได้รับอณาจักร ได้รับความชอบธรรม

คุณไม่ต้องกลัวว่าพระเจ้าจะไม่อวยพร เราชอบเตือนพระเจ้าตลอดให้อวยพรเราตลอดกลัวว่าพระเจ้าจะลืม  แท้จริงพระเจ้ารู้เวลาที่จะอวยพร พระองค์เป็นพระเจ้าแห่งการอวยพรเราตลอด ถ้าไม่อวยพรเราพระองค์ไม่รู้จะไปทำอะไร เพราะ การที่พระเจ้าให้พระเยซูมาสิ้นพระชนม์ ก็เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เรารับพระพร อย่างเต็มที่ เพื่อให้เราจะเป็นพรกับผู้อื่นเต็มที่ ทั้งชุมชน สังคม และเพื่อนบ้าน

ข้อ 35-36 พระเยซูให้หลักฐานเกณฑ์การตัดสินของผู้ที่สมควรจะได้รับพร นี่เป็นเกณฑ์คุณภาพ ทำให้พระองค์มั่นใจว่าไม่ได้ให้พรผิดคน ต้องมีลักษณะชีวิตของคนชอบธรรม คริสตจักรต้องเรียนรู้จักการดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระคริสต์

ในแต่ละวันเราเกี่ยวข้องกับคนเล็กน้อยด้อยโอกาสรอบตัวเราในสังคม หิวกระหายให้กิน ขัดสนแปลกหน้าช่วยอุปการะต้อนรับ ป่วยดูแลเอาใจใส่ ติดคุกให้ความไว้ใจให้ความหวังมีอนาคต คนคุกไม่กล้าบอกใครเวลาไปสมัครงาน

หว่านให้กับผู้เล็กน้อยที่เดือดร้อน  พระเยซูให้ความสำคัญกับคุณค่าของคนที่ต่ำต้อยในสังคม สังคมรังเกียจ คนขี้คุก คนป่วยเรื้อรังลูกหลานยังเบื่อเลย คนชรา คนติดคุก ขอให้เราเข้าใจพระลักษณะของพระคริสต์

พระเยซูอยู่ที่ไหนคนเดือดร้อนอยู่ที่นั่นตลอด ไม่มีคนปกติเลย มีแต่คนตาบอด คนผีเข้า คนเป็นโรคเรื้อน  พระเยซูให้ความสำคัญกับคนต่ำต้อยที่เดือนร้อน อย่าให้เรารู้สึกเหมือนค่านิยมของสังคม ที่ไม่เห็นคุณค่าคน สิ่งที่พระเยซูสอน คือ บทบาทของผู้ชอบธรรม ไม่ใช่แค่ไม่ทำบาป แต่คนชอบธรรมเป็นคนทำดี แล้วห้ามเมื่อยล้า เพราะบางคนที่เราทำดีด้วยเขาไม่รู้จักบุญคุณอย่างที่เราคาดหวัง เขาไม่เห็นความดีของเรา แต่พระเจ้าให้เราช่วยเขาให้บรรเทาให้เขาขอบคุณพระเจ้า สรรเสริญพระเจ้า ไม่ใช่ขอบคุณเรา หรือมาสรรเสริญเรา

เรื่องนี้เป็นหลักฐาน เป็นหลักเกณฑ์ในการพิพากษาของพระเจ้า จากเรื่องนี้ ประยุกต์ใช้ หว่านอย่างไรไม่หยุดที่จะหว่าน

ประการที่ 1  เป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้

เพราะไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษาสูง ในการให้อาหารคนหิว ให้น้ำกับคนกระหายไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษา  ไม่ต้องจบโรงเรียนพระคัมภีร์ ไม่ต้องใช้ความสามารถสูง ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องใช้งบประมาณสูง เพราะว่ามันเป็นกิจสามัญประจำวันในชีวิตประจำวันของเรา  ขอให้ไปทำ นั่งลงพิจารณาเรื่องหว่าน พระเจ้าอยากให้เราทำอะไร คริสตจักรอย่าเอาเงินไปซ่อมแซมอาคาร มากกว่าอภิบาลคน ขอให้ช่วยคนก่อน ให้มองความต้องการความเดือดร้อนของคนก่อน

ประการที่ 2 หัวใจของการช่วยเหลือไม่ใช่เน้นที่ใคร แต่เป็นอะไรที่เดือดร้อน

ข้อ37-40

ไม่ใช่เน้นที่ใคร หรือช่วยใคร ถ้าพระเยซู ติดคุกจะไปเยี่ยมไหม ไปทันที พระเยซู หิวให้กินไหม ให้กิน แบบนี้เน้นที่ใคร แต่ถ้าเป็นคนอื่นหิวคิดดูก่อน  พระเยซูไม่ได้สอนให้เราเลือกคนที่จะช่วย

พระคัมภีร์กำลังเน้นที่อะไร คนที่เดือดร้อนกำลังเผชิญสถานการณ์อะไรต่างหาก ใครก็ตามที่เดือดร้อนต้องช่วย

จากประสบการณ์ พอเราช่วยเหลือโดยเน้นที่ใคร ทำให้มีความซับซ้อนในการช่วยเหลือ คำถาม เช่น ใครมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการช่วยเหลือ ถ้าใครเดือดร้อนแต่ไม่เข้าคุณสมบัติก็ไม่ช่วย พระเยซูไม่ได้สอนแบบนี้แต่คริสตจักรทำแบบนี้ใช่ไหม

ถ้าคริสตจักรใช้นโยบายกำหนดเพราะงบประมาณไม่พอ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง แต่อย่าให้งบประมาณมาจำกัดการช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการขัดกับหลักการพระคัมภีร์ ขอให้ช่วยเหลือคนเดือดร้อนตามน้ำพระทัยจะมีฤทธิ์เดชของพระเจ้า ใช้ความเชื่อเพื่อตอบสนองแก้ไขปัญหาให้คนเดือดร้อนได้ ช่วยตามวิถีของพระเจ้า

ตัวอย่าง คนไม่มีอาหารกิน ขนมปังห้าก้อนเลี้ยงคนห้าพันคนได้ มูลนิธิต่างๆมีงบประมาณสูง เมื่อทำดีคนก็ไม่ได้มาสรรเสริญพระเจ้าหรอก

หลังจากนี้เราจะดำเนินชีวิตด้วยฤทธิ์เดชไหม พระเจ้า ไม่ได้ให้เราทำเท่ากับความสามารถหรือต่ำกว่า แต่ความรับผิดชอบที่พระเจ้าให้ล้วนสูงมากกว่าความสามารถของพวกเขาทั้งสิ้น โมเสสให้พาคนจากอียิปต์ตอนแก่ โมเสสบอกว่าพูดกับคนไม่เป็นแล้วพูดเป็นกับแกะ ถ้าให้ไปพูดกับฟาโรห์เกินความสามารถจริงๆ แต่โมเสสก็พบความสำเร็จ เพราะพระเจ้าช่วยด้วยฤทธิ์เดช มันจะเกิดขึ้นกับเราได้ด้วย เพราะพระคัมภีร์บันทึกไว้เพื่อให้เรารู้

กิเดโอน พระเจ้าให้คน300 คนไปรบกับคนมีเดียนเป็นแสน การรบนี้เกิน ความสามารถแต่ก็สำเร็จได้ แล้วเราทำอะไร

ดาวิดเจอโกลิอัทเก่งเชี่ยวชาญในการรบ แม้ซาอูลยังกลัว แต่ดาวิดไม่กลัวเพราะโกลิอัทไม่ได้เข้าสุหนัต มันไม่แตกต่างจากสิงห์โต เพราะมันไม่มีพระเจ้า ดาวิดชนะเพราะมีพระเจ้า สาวกเลี้ยงคนห้าพันคน ใช้เงินเท่าไหร่ สองร้อยยังไม่พอ พระเยซูใช้ขนมปังห้าก้อนปลากสองตัวเลี้ยงคนได้  ทำงานพระเจ้าไม่ต้องคำนึงถึงงบประมาณ แต่ให้ดูที่ความเดือดร้อนของคน เพื่อให้พระเจ้าได้เกียรติแน่นอน คุณจะเป็นคนแรกที่ให้เกียรติพระเจ้าเพราะรู้ว่าคุณทำไม่ได้ 

ขอให้เราตื่นตัวเรื่องการหว่าน พระเจ้าให้งานเกินความสามารถ เพื่อเราจะสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้า ถ้าพระเจ้าให้งานเราต่ำกว่าความสามารถของเราเราจะไม่สรรเสริญและขอบพระคุณพระเจ้า

งานที่พระเจ้า ให้ล้วนแล้วแต่เกินงบประมาณ  เกินจำนวนคนที่มี แล้วงานนั้นสำเร็จ พระเจ้าได้รับพระเกียรติอย่างแน่นอน

เป็นไปไม่ได้ที่เราสำเร็จ แต่พระเจ้า เป็นคนทำ ไม่ต้องไปช่วยพระเจ้าให้งานสำเร็จ ไม่อย่างนั้นคุณก็จะไม่ถวายเกียรติพระเจ้า

ลก10:25-37 25มีผู้เชี่ยวชาญบัญญัติคนหนึ่งยืนขึ้นทดสอบพระองค์ ทูลถามว่าท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะต้องทำอะไรเพื่อจะได้รับชีวิตนิรันดร์?” 26พระองค์ตรัสตอบว่าในธรรมบัญญัติเขียนว่าอย่างไร? ท่านอ่านแล้วเข้าใจอย่างไร?” 27เขาทูลตอบว่า “พวกท่านจงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่านด้วยสุดใจของท่าน ด้วยสุดจิตของท่าน ด้วยสุดกำลังของท่าน และด้วยสุดความคิดของท่าน และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” 28พระองค์จึงตรัสกับเขาว่าท่านตอบถูกแล้ว จงไปทำอย่างนั้นแล้วจะได้ชีวิต29แต่คนนั้นต้องการจะรักษาหน้า จึงทูลพระเยซูว่าใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า?” 30พระเยซูตรัสตอบว่ามีชายคนหนึ่งลงจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังเมืองเยรีโค และเขาถูกพวกโจรปล้น พวกโจรแย่งชิงเสื้อผ้าของเขา ทุบตีเขา แล้วทิ้งเขาไว้ในสภาพที่เกือบจะตายแล้ว 31เผอิญมีปุโรหิตคนหนึ่งเดินมาตามทางนั้น เมื่อเห็นคนนั้นแล้วก็เดินเลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง 32คนเลวีก็เหมือนกัน เมื่อมาถึงที่นั่นและเห็นแล้วก็เลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง 33แต่เมื่อชาวสะมาเรียคนหนึ่งเดินทางผ่านมาใกล้คนนั้น เห็นแล้วก็มีใจสงสาร 34จึงเข้าไปหาเขา เอาเหล้าองุ่นกับน้ำมันเทใส่บาดแผลและเอาผ้ามาพันให้ แล้วให้เขาขึ้นขี่สัตว์ของตนเองพามาถึงโรงแรม และดูแลรักษาพยาบาลเขา 35วันรุ่งขึ้นก่อนจะไป เขาเอาเงินสองเดนาริอันให้กับเจ้าของโรงแรม บอกว่าช่วยรักษาเขาด้วย สำหรับเงินที่ต้องเสียเกินกว่านี้จะใช้ให้เมื่อกลับมา’ 36ท่านเห็นว่าในสามคนนั้นคนไหนถือได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านของคนที่ถูกปล้น?” 37เขาทูลตอบว่าคือคนนั้นแหละที่แสดงความเมตตาต่อเขาพระเยซูจึงตรัสกับเขาว่าท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้น

เขาถามผิดเพราะถามว่า ใครเป็นเพื่อนบ้านผม ที่จริงแล้วเขาต้องถามว่าคุณจะเป็นเพื่อนบ้านกับใครต่างหาก ใครก็ตามที่เดือดร้อนเราต้องไปเป็นเพื่อนของเขา

ในส่วนการปฎิบัติต่อพระเจ้า หลายคนอาจจะไม่บกพร่องกับพระเจ้าเลย แต่การทำดี ปฎิบัติดีต่อคนอื่นเราอาจจะบกพร่องก็ได้ เราต้องปรับปรุง มองหาใครก็ตามที่เดือดร้อนคุณต้องเป็นเพื่อนกับเขา ช่วยเขา บรรเทาทุกข์ให้เขา

วันพิพากษาในวันสุดท้ายจะมีเกณฑ์นี้แน่นอน สำหรับเรื่องชีวิต       นิรันดร์ เราต้องหว่านสิ่งที่ใช่ คือ สิ่งที่ตอบสนองพระวิญญาณเพื่อเราจะเก็บเกี่ยวชีวิตนิรันดร์

ให้เราร่วมใจกันอธิษฐาน

บทความก่อนหน้านี้หว่านตอนที่ 6 “ผลเสียของการไม่หว่านในความสว่าง”
บทความถัดไปมธ17:20-21 “ส่ิงใดที่เป็นไปไม่ได้สำหรับพวกท่านจะไม่มีเลย”

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่