หน้าแรก คำสอน หว่าน หว่านตอนที่ 5 “หว่าน คือ การดำเนินชีวิตในความสว่าง”

หว่านตอนที่ 5 “หว่าน คือ การดำเนินชีวิตในความสว่าง”

1801
0
The Sower statue atop Nebraska's State Capitol.

สอน 5 ตอนกลางคืน เสาร์ที่ 16 มี.ค.19

ชีวิตเราผ่านไปเร็วมาก ผมรับใช้พระเจ้ามาเกือบ50 ปีแล้ว ถ้าผมไม่ได้หว่าน อะไรเลยที่ผ่านมา ทุกวันนี้ผมจะไปเก็บเกี่ยวอะไร ต่อจากนี้ขออย่าให้เรามีช่องว่างสำหรับการหว่านสิ่งที่ตอบสนองเนื้อหนังเพราะเวลาของชีวิตมันสั้นมาก แป๊บเดียวเอง เวลาผ่านไปเร็วมาก ดังนั้นขอให้ใช้เวลาที่สั้นมาก สำหรับการหว่านในส่ิงที่ตอบสนองพระวิญญาณ

1ยน1:5-10 นี่เป็นข้อความที่เราได้ยินจากพระองค์ และบอกกับพวกท่าน คือว่าพระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย 6ถ้าเราจะว่า เรามีสามัคคีธรรมกับพระองค์ขณะที่ยังเดินอยู่ในความมืด เราก็โกหก และไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง 7แต่ถ้าเราเดินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างที่พระองค์สถิตในความสว่าง เราก็มีสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ก็ชำระเราให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น 8ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่มีบาป เราก็หลอกตัวเอง และสัจจะไม่ได้อยู่ในตัวเราเลย 9ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น 10ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่ได้ทำบาป ก็เท่ากับเราทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา และพระดำรัสของพระองค์ก็ไม่ได้อยู่ในตัวเราเลย

ยอห์นได้กล่าวถึงประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเยซู พระองค์ใช้ยอห์นเป็นการ ส่วนตัวในการเปิดเผยเรื่องนี้กับคริสเตียน ในทุกยุคทุกสมัยพระเจ้ามีน้ำพระทัยให้เราคำนึงคิดถึงถึงพระองค์ในฐานะอะไรมีใครรู้บ้างใหม เรามักจะชอบคิดถึงพระเจ้าในเรื่องความย่ิงใหญ่ พระเจ้าจอมโยธา แต่เราไม่ค่อยได้นึกถึงเรื่องความรักของพระเจ้า

พระเยซูให้ยอห์นไปบอกกับคริสตจักร พระเจ้ากำชับยอห์นให้ดำเนินชีวิตเป็นความสว่าง เรื่องความสว่างนี้เขาได้ยินจากพระองค์ พระเยซูกำชับเลยว่า  พระเจ้าเป็นความสว่างในชีวิตประจำวันของเรา

คำว่าความสว่างเป็นคำเดียวกันกับคำว่า ความชอบธรรม ความดี ความสว่าง และพระวิญญาณ

คำเหล่านี้ล้วนแต่มีความหมายเดียวกัน ตรงกันข้ามกับเรื่องเนื้อหนัง จะใช้คำว่า เนื้อหนัง ความมืด การอธรรม ความชั่วร้าย ความบาป ส่ิงเหล่านี้เกี่ยวข้องอยู่ในเนื้อหนัง

พระเจ้าบอกให้หว่านสิ่งที่ตอบสนองพระวิญญาณ การหว่านเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของเรา

เกี่ยวข้องกับวิถีการดำเนินชีวิตของเรา หากเราเชื่อว่าพระเจ้าเป็นความสว่างเราก็ต้องดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่าง

พระคัมภีร์เตือนให้เราตระหนักว่าเราเป็นใครในพระคริสต์ เราเป็นบุตรของพระองค์ ดังนั้นชีวิตเราต้องเป็นความสว่างเหมือนพระเจ้า  ข้อ5 และความมืดในพระองค์ ไม่มีเลย ดังนั้นชีวิตคริสเตียนเราไม่มีสีเทา สีดำ ชีวิตคริสเตียนเราต้องเป็นสีขาวบริสุทธิ์ล้วนเรากล้าบอกอย่างนั้นไหม

ถ้าคุณเป็นสีเทาคุณจะหว่านในสิ่งที่ตอบสนองพระวิญญาณได้ไง ส่ิงที่ใช่ในมาตรฐานของพระเจ้า คือ ความบริสุทธิ์ อย่าดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของเรา แต่ต้องดำเนินตามมาตรฐานของพระเจ้า

พระเจ้าเรียกเราให้ออกจากความมืด คือ ให้เราเป็นความสว่าง ความบริสุทธิ์ คือ สีขาว ไม่มีดำ ไม่มีเทา เราต้องเรียนรู้ดำเนินชีวิตในพระคริสต์เป็นลูกความสว่างชนิดความมืดไม่มีเลย ลองถามตัวเองดูว่าเราทำได้ไหม แต่เนื้อหนังมันบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ตามเหตุผลที่เราคิด เป็นตามมาตรฐานความสามารถของเนื้อหนัง แต่เราจะตอบสนองตามความสามารถของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ ในชีวิตของเรา โดยฤทธิ์เดชของพระเจ้าเราจะดำเนินชีวิตในความสว่างได้

เหตุผลที่เราต้องดำเนินชีวิตเหมือนพระคริสต์ ที่ดำเนินในความสว่าง

ประการที่ 1 เราโกหกเรื่องเรามีสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ถ้าเราไม่ดำเนินชีวิตในความสว่าง

1 ยน1:6 ถ้าเราจะว่า เรามีสามัคคีธรรมกับพระองค์ขณะที่ยังเดินอยู่ในความมืด เราก็โกหก และไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง

เราทั้งหลายที่อยู่ในพระคริสต์ก็ออกมาจากความมืดแล้ว ถ้าคุณสามัคคีธรรมกับความสว่างคุณจะอยู่ในความมืดได้ยังไง ตัวอย่าง เวลาเปิดไฟ ความมืดก็หายไปทันที เพราะความสว่างเกิดขึ้น บางคนหลอกตัวเองว่าอยู่ในความสว่างทำกิจกรรมคริสเตียน แต่ไม่ได้ดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่างจริงๆ แต่อยู่ในความบาปอยู่ในความมืด  วันนี้ขอให้เราอยู่กับความสว่างจริง คือ อยู่กับพระเจ้าแล้วความมืดจะหายไป ความมืดอยู่ไม่ได้ มันหายไปทันที

ถ้าเราดับไฟความมืดมาถึงเราเร็วมาก ความมืดมันก็มาเลย แต่พอเราเปิดไฟความมืดก็หายไปเลยเหมือนกัน

ดังนั้นเราต้องเชื่อมต่อกับความสว่างตลอดเวลาเพื่อความมืดจะไม่เกิดขึ้นเลย เราจะดับไฟไม่ได้เลย เราทั้งหลายที่รู้จักกับพระเจ้า แล้วเราออกมาจากความมืดแล้ว ความมืดไม่มีในเราเลย

1ปต2:9แต่พวกท่านเป็นพงศ์พันธุ์ที่ทรงเลือกสรร เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นชนชาติบริสุทธิ์ เป็นประชากรอันเป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้าเพื่อให้พวกท่านประกาศพระเกียรติคุณของพระองค์ผู้ได้ทรงเรียกพวกท่านให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์

พระเจ้า เรียกเราให้ออกจากความมืด โดยที่เราเป็นผู้ตอบสนอง เราเลยก้าวออกจากความมืดเข้าไปสู่ความสว่างอัศจรรย์ของพระเจ้า ความสว่างของพระเจ้า ดีมากสำหรับชีวิตเรา จนเราจะไม่อยากกลับไปหาความมืดอีกเลย ถ้าเราไม่มีประสบการณ์กับพระเจ้าจริงๆ เราก็อยากจะกลับไปอยู่ในความมืดอีก ลองสอบถามตัวเองดูว่าเราได้ชิม ได้สัมผัส ได้ลิ้มรสความสว่างของพระเจ้าจริงๆไหม

เราเป็นพงศ์พันธ์ที่พระเจ้าทรงเลือก แสดงว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าเลือก เป็นปุโรหิตหลวง แสดงว่าพระเจ้าแต่งตั้ง เป็นชนชาติบริสุทธิ์ แสดงว่าพระเจ้าชำระ เป็นประชากรของพระเจ้า แสดงว่าเราเป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า

เพื่อให้ท่านประกาศพระกิตติคุณ ให้เราหว่านส่ิงที่ตอบสนองวิญญาณ ก่อนการหว่านท่านต้องมีประสบการณ์จริงจากความมหัศจรรย์สว่างของพระเจ้าก่อน ไม่ใช่ประสบการณ์ฝ่ายเนื้อหนัง แต่ผ่านการมีประสบการณ์จริงความสว่างอัศจรรย์ของพระเจ้าก่อน

เปโตรเตือนให้เรารู้ว่าสภาพความมืดที่เราเคยอยู่มาก่อนเป็นอย่างไร

ความบาปเป็นอย่างไร เรารู้แล้วเราต้องกลับไปชิมอีกไหม รสชาตเป็นยังไง พระคัมภีร์เตือนสติเราต้องไปทำบาปอีกไหม เมื่อเราเปรียบเทียบความบาปกับความสว่างของพระเจ้าความบาปห่างไกลจากความสว่างของพระเจ้ามาก

พระเจ้าเรียกเราให้เข้าสู่ความสว่างเพราะ เริ่มจากพระเจ้าเรียก ไม่ใช่เกิดจากเราตัดสินใจเอง เพราะก่อนหน้านั้นเราไม่รู้จักความสว่างมาก่อน ไม่รู้ว่าพระเยซูเป็นความสว่างแท้ ดังนั้นความจริงพระเจ้าแห่งความสว่างเป็นผู้เรียก

พระเจ้าเรียก และทำให้เราตัดสินใจด้วยตนเอง ทำให้เราก้าวออกจากความมืดตามการทรงเรียกของพระเจ้า เราได้เห็นความแตกต่างระหว่างความมืดกับ ความสว่าง เราพบว่าความสว่างน่าอัศจรรย์มาก คริสเตียนดำเนินชีวิตตามพระเยซู เป็นทางที่ดีที่สุดจริงๆ แล้วไปหว่านเนื้อหนังทำไม ไปเดินทางอื่นทำไม ไปทำส่ิงอื่นที่พระคัมภีร์ไม่ได้สอนทำไม ความมืดต้องไม่มีเลย ไม่ต้องไปทำเลย เช่น วันๆผ่านไปนั่งดูแต่ทีวีไม่ได้ทำอะไรเลยอยู่กับมันเป็นสิบปีผ่านไปชีวิตไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่ได้หว่านอะไรที่จะได้เก็บเกี่ยว น่าเสียดาย

ประการที่ 2 เราทั้งหลายเป็นลูกของความสว่าง

1ยน1:5 นี่เป็นข้อความที่เราได้ยินจากพระองค์ และบอกกับพวกท่าน คือว่าพระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย

พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดไม่มีเลย แล้วเราเป็นลูกแห่งความสว่างเราจะไปเดินในความมืดทำไม บางทีเราเคยอยู่กับกับมืดมาก่อน เราอาจจะคุ้นเคย เลยทำให้เราคุ้นชินกับมัน บางครั้งเรามาเชื่อพระเจ้า แล้วแต่ยังดำเนินชีวิตอยู่ในวิถีทางแห่งความตาย

อฟ2:1-3 ท่านทั้งหลายตายโดยการละเมิดและการบาปของท่าน 2เมื่อก่อน พวกท่านเคยดำเนินชีวิตในการบาปนั้นตามวิถีของโลกนี้ ตามผู้ครอบครองที่มีอำนาจในฟ้าอากาศ คือวิญญาณที่ทำกิจอยู่ในพวกคนที่ไม่เชื่อฟังในเวลานี้ 3เมื่อก่อนเราทุกคนเคยประพฤติเหมือนพวกเขาตามตัณหาของเนื้อหนัง คือทำตามความต้องการของเนื้อหนังและของความคิด โดยวิสัยแล้วเราจึงเป็นคนที่สมควรได้รับการลงโทษเหมือนอย่างคนอื่นๆ 

ท่านทั้งหลายตายเพราะการละเมิด และการบาป แสดงว่าชีวิตปกติของเราเดินในความตายเพราะการละเมิด ตามความบาปในโลกนี้

แต่ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องเมื่อก่อน เป็นเรื่องอดีตไปแล้ว เพราะปัจจุบันเราเป็นลูกของความสว่างของโลกแล้ว

เราจึงไม่ทะเลาะกับใคร เราไม่อยากเอาชนะกับใคร เราไม่บีบแตรใส่รถคันไหนทั้งน้ัน ไม่อาละวาดใส่ใครเพราะอารมณ์ไม่ดีเลย หรือฮอร์โมนมันขึ้น ให้ระมัดระวัง อย่าเอามาเป็นข้ออ้าง ไม่มีอะไรมาล่อลวงให้เราทำบาปได้

ถ้าเราเข้าใจวิถีชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า เราเป็นลูกของความสว่างของพระเจ้า เราจะไม่มีความมืดในเราเลย ความสว่างเป็นเรื่องผ่อนคลาย ไม่รู้สึกกดดัน บางครั้ง ความสว่าง หมายถึง  ความเข้าใจ เช่น เข้าใจชีวิต เข้าใจทุกอย่าง เข้าใจการดำเนินชีวิต เมื่อเราเข้าใจเราก็เป็นลูกแห่งความสว่าง

วิธีการต่อสู้กับความบาป ความมืด คือ การหนี ไม่ใช่วิ่งเข้าใส่บาป

เหมือนโยเซฟ วิ่งหนีภรรยาโบทิฟาร์ ไม่อยากอยู่ใกล้ความบาป พอเห็นว่าความมืดมาใกล้แล้ว หนีเลยครับ ไม่เอาครับ

อฟ5:8 เพราะเมื่อก่อนท่านทั้งหลายเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างคนของความสว่าง 

ขอให้ท่านดำเนินชีวิตเป็นความสว่างในองค์พระผู้เป็นเจ้าชนิดที่ความมืดไม่มีเลย

ประการที่ 3 เราต้องดำเนินชีวิตในความสว่างเท่านั้น

1ยน1:4-5 และเราเขียนข้อความเหล่านี้เพื่อความชื่นชมยินดีของเราจะได้เต็มเปี่ยม 5นี่เป็นข้อความที่เราได้ยินจากพระองค์ และบอกกับพวกท่าน คือว่าพระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย

ชีวิตเราที่อยู่ในพระคริสต์ทำให้เรามีความชื่นชมยินดี เพราะมีความสมบูรณ์แบบ ชีวิตในพระคริสต์ทำให้เราเข้าใจความจริงของพระเจ้าที่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าเราอยู่ในบาปเราก็จะไม่มีความชื่นชมยินดีที่แท้จริง

ยน1:4-5 พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์ 5ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดไม่อาจเอาชนะความสว่างได้

ความปลาบปลื้มของพระคริสต์เข้ามาในชีวิต เราจะมีความสว่างของพระเจ้า ที่มีอิทธิพลอยู่เหนือความมืด ทุกๆอณูในชีวิตของเรา หากชีวิตอยู่ในความมืดเราจะไม่มีความสว่าง ความมืดเอาชนะความสว่างไม่ได้ ความมืดไม่มีอิทธิพลต่อเราแม้แต่นิดเดียว เพราะความสว่างที่อยู่ในชีวิตเรามีอิทธิพลเหนือกว่า

หากคริสเตียนถูกครอบงำด้วยความบาป ดำเนินชีวิตอยู่ในความมืด เราจึงได้ยินว่ามีผู้รับใช้ล้มลงในความบาปมากมาย

แต่หากเราเป็นคนมีความสว่าง เราจะมีอิทธิพลเหนือความมืดนานับประการ ไม่โกรธ ไม่ทำบาป ทำบาปทำไม รู้ว่าไม่ดีแล้วทำทำไม

รม6:2-4เปล่าเลย เราที่ตายต่อบาปแล้วจะมีชีวิตในบาปต่อไปได้อย่างไร3ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่า เราผู้ที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในการตายของพระองค์4เพราะฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระบิดาทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นมาจากตายโดยพระสิริของพระองค์แล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน

เราที่ตายต่อบาปแล้วจะทำบาปไม่ได้ เราที่บัพติศมาเข้ากับความตายของพระองค์แล้ว เราไม่สามารถทำบาปได้

เพราะคนที่เคยทำบาป คนบาปคนนั้นมันตายไปแล้ว ไปฝังไว้แล้วตอบบัพติศมา เราจะเป็นขึ้นมาจากน้ำแล้วดำเนิน  ชีวิตใหม่ในความชอบธรรม

เราเป็นลูกของความสว่างเพราะเราผ่านบัพติศมาแล้ว เราได้ฝังตัวบาปไปแล้ว

ตอนผมเป็นเด็กหมอดูบอกว่าผมจะตายโหงอายุจะไม่ถึงสามสิบ คุณแม่กลัวมากพาผมไปฝากกับเจ้าพ่อให้คุ้มครองชีวิต พอผมเชื่อพระเจ้าตอนอายุ 19 ผมรับบัพติศมา ตอนนั้นคนที่หมดดูบอกว่าจะตายโหงตัวเก่าผมได้ตายไปแล้ว ลูกเจ้าพ่อก็ตายไปแล้ว เมื่อผมขึ้นจากน้ำผมมีชีวิตใหม่แล้ว วันนี้ผม 70 แล้ว ยังไม่ตาย

ถ้าเรารู้ความจริงว่าเราเป็นใครในพระคริสต์ เราจะดำเนินชีวิตเป็นความ สว่างชนิดความมืดไม่มีเลย ไม่อย่างนั้นเราจะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่าวันๆหนึ่งเราได้หว่านอะไรลงไปในชีวิตเพื่อจะไปเก็บเกี่ยวผลฝ่ายวิญญาณ

ถ้าเราเป็นลูกของความสว่าง สวรรค์จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา เพราะร่าง กายเราเป็นที่ประทับของพระเจ้า พระองค์อยู่กับเรา ที่ไหนที่มีพระเจ้า ที่นั่นเป็น สวรรค์ บรรยาศของสวรรค์ เอกภาพของสวรรค์ ลักษณของสวรรค์ จะเกิดขึ้นในชีวิตเรา ส่วนคนที่ยังขี้หงุดหงิดอยู่เขายังอยู่ในความมืด

อฟ5:8-9 เพราะเมื่อก่อนท่านทั้งหลายเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างคนของความสว่าง 9(เพราะว่าผลของความสว่างคือทุกอย่างที่เป็นความดี ความชอบธรรม และความจริง

ผลของความสว่างคือ ทุกอย่างที่เป็นความดี ชอบธรรม ความจริง ถ้าคุณดำเนินชีวิตในความสว่างคนชั่วอย่างไรเข้ามาก็จะได้ความสว่างจากคุณ

เราจะไม่เป็นคนโกหก จริงก็จริง ไม่จริงก็คือไม่จริง ไม่ใช่แก้ตัว เวลาแก้ตัวเราจะพูด คือยังงั้น คือยังงี้ นี่แก้ตัวแล้ว เริ่มโกหกแล้ว ขอให้ดำเนินชีวิตในความสว่างขอให้ความมืดอยู่ไม่ได้เลย ถ้าความสว่างอยู่ในเรา

ไม่ใช่ทำบาปบ้างเพราะเราอยู่ในเนื้อหนัง จริงๆเนื้อหนังตายแล้ว ตรึงแล้ว กับพระคริสต์ เราไม่ต้องไปทำบาป อีกต่อไป ขอให้หว่านในส่ิงที่ตอบสนองพระวิญญาณจากชีวิตที่อยู่ในความสว่างชนิดไม่มีความมืดเลย พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพระเจ้าแห่งความสว่างเราจะอยู่กับพระองค์ ได้ ความมืดอยู่กับเราไม่ได้เลย แต่ถ้าเราเก็บความบาปไว้ ความมืดก็ยังอยู่กับเรา

1ยน1:7แต่ถ้าเราเดินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างที่พระองค์สถิตในความสว่าง เราก็มีสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ก็ชำระเราให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น

พระเยซู ชำระเราให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น เพื่อเราจะไม่มีบาปปนอยู่เลย ขอให้การดำเนินชีวิตนอกสังคมคริสเตียน เราทำเหมือนที่อยู่ในสังคมคริสเตียน ไม่ใช่ดำเนินชีวิตแบบโกหก ไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง ถ้าเราบอกว่าเราไม่ได้โกหกก็เท่ากับเราทำให้พระองค์ เป็นคนโกหก แต่ความเป็นจริงพระเจ้า ตรัสมุสาไม่ได้ แสดงว่าเรานั่นแหละเป็นคนโกหก

ต่อจากนี้ไปขอให้เห็นความเปลี่ยนแปลงดำเนินชีวิตเป็นความสว่างชนิดไม่มีความมืดเลย

ตัวอย่าง เราจะไปยืมเงินคนแล้วไม่คิดคืน ก็ให้พูดตรงๆไปเลย เวลาเขาให้เขาจะได้รู้ว่าไม่ต้องมาทวง บางคนยืมแล้วบอกว่าจะให้อาทิตย์หน้าแต่คืนให้ไม่ได้ พอโดนทวงก็ผลัดไปเรื่อย

พรุ่งนี้ไม่เคยมี พอไปทวงก็บอกว่าพรุ่งนี้ แล้วมาทวงทำไมวันนี้ พรุ่งนี้มีแต่ภาษาไม่มีตัวตน

เราจะไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยม ติดป้ายพรุ่งนี้กินฟรี ร้านก๋วยเตี๊ยวโฆษณา พอมากินจริง เขาบอกว่าวันนี้ต้องจ่ายเงิน พรุ่งนี้ต่างหากที่กินฟรี พรุ่งนี้มีแต่ภาษาแต่ไม่มีตัวตน หรือพรุ่งนี้จะคืนเงินที่ยืมให้ เราต้อง เปลี่ยนแปลงอย่าใช้เล่ห์เหลี่ยมไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้

ขอให้เราร่วมใจกันอธิษฐาน

 

บทความก่อนหน้านี้หว่านตอนที่ 4 “การหว่านในภาคปฎิบัติ”
บทความถัดไปหว่านตอนที่ 6 “ผลเสียของการไม่หว่านในความสว่าง”

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่