1คร2:9-15 ดังที่มีเขียนไว้ว่า“สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และสิ่งที่ใจมนุษย์คิดไม่ถึงคือสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนทั้งหลายที่รักพระองค์”10พระเจ้าได้ทรงสำแดงสิ่งเหล่านี้กับเราทางพระวิญญาณ เพราะว่าพระวิญญาณทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งแม้เป็นความล้ำลึกของพระเจ้า 11อันความคิดของมนุษย์นั้น จะมีใครหยั่งรู้ได้ถ้าไม่ใช่จิตวิญญาณของมนุษย์คนนั้นเอง พระดำริของพระเจ้าก็ไม่มีใครหยั่งรู้ได้เว้นแต่พระวิญญาณของพระเจ้าเช่นกัน 12เราไม่ได้รับวิญญาณของโลก แต่ได้รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า เพื่อจะได้รู้ถึงสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าประทานแก่เรา 13และเรากล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ด้วยถ้อยคำซึ่งไม่ใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้ แต่พระวิญญาณทรงสอนไว้ คือเราได้อธิบายความหมายของเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ ให้คนฝ่ายจิตวิญญาณฟัง

14แต่คนทั่วไปจะไม่รับสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้า เพราะว่าเขาเห็นว่าเป็นเรื่องโง่ และเขาไม่สามารถเข้าใจ เพราะจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ก็ต้องวินิจฉัยโดยพึ่งพระวิญญาณ 15แต่คนฝ่ายจิตวิญญาณวินิจฉัยสิ่งสารพัดได้ ทว่าไม่มีใครวินิจฉัยเขาได้

“การศึกษาพระคัมภีร์ทีละข้อ ทีละบท

เหมือนการบวกเลขในวงเล็บ

แต่การศึกษาเรื่องศาสนศาสตร์

เหมือนการคูณหารด้วยเลขยกกำลัง”

ACTS Ministry.

จากตัวอย่างทางคณิตศาสตร์ เปรียบเทียบเรื่องการศึกษาพระคัมภีร์เป็นเรื่องที่ยาก เพราะมีเนื้อหาเป็นจำนวนมาก พระคัมภีร์เดิมมี 929 บท พระคัมภีร์ใหม่มี 260 บท รวม 1189 บท  มีเนื้อหาเข้าใจยาก บันทึกด้วยภาษาฮีบรู อาระเมค และกรีกที่ยากต่อการเข้าใจของคนโดยทั่วไป ที่จะศึกษาให้ครบทุกข้อ ทุกตอน ทุกบท

ดังนั้น หากจะศึกษาเป็นเรื่องศาสนศาสตร์ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับพระเจ้าในเรื่องหนึ่งเรื่องใดนั้น เป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีก เพราะเราต้องมีความรู้พระคัมภีร์กี่ข้อ กี่บทที่กล่าวถึงศาสนศาสตร์เรื่องนั้นไว้

คริสเตียนส่วนใหญ่จึงไม่สนใจจะเรียนรู้พระวจนะของพระเจ้า ทั้งๆที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก

แต่ถ้าจะมองว่าพระคัมภีร์ส่วนมากเป็นเรื่องง่าย เพราะเราสามารถอ่านก็ทำความเข้าใจได้เบื้องต้น แต่มีเพียงเนื้อหาบางข้อบางตอนเท่านั้นซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก เราก็ค่อยไปศึกษาเพิ่มเติมได้ ถ้าใครที่คิดแบบนี้แสดงว่าก็ยังใช้เวลากับพระวจนะอยู่บ้างในการอ่าน ในการเฝ้าเดี่ยว ในการศึกษาส่วนตัวบ้าง

แท้จริงแล้วคริสเตียนควรขอความเข้าใจจากพระเจ้าในการอ่านพระวจนะ และใช้วิธีการศึกษา ตีความโดยมีหลักการถูกต้องด้วย(เพราะมีคนที่ทำการศึกษามาก่อนแล้ว เราก็เรียนรู้จากผู้อื่นได้)

แต่เราก็ไม่ปิดช่องสำหรับการสอน หรือการเปิดเผย หรือการสำแดงของพระเจ้าด้วย เพื่อผู้เชื่อจะดำเนินชีวิตคริสเตียนตามพระทัยพระเจ้าได้ มากกว่าศึกษาเป็นความรู้ เป็นงานวิชาการ เพราะผู้เชื่อหลายคนจะรู้สึกว่า เป็นเรื่องที่ยากเกินความสามารถที่จะทำได้โดยทั่วไป

แต่สำหรับคนที่พระเจ้าทรงเรียกให้เป็นอาจารย์(มีน้อยคน) ที่สอนความจริงอาจจะมองว่า ต้องอ่านเยอะๆ ต้องศึกษาเยอะๆ ต้องเพียรพยายามอย่างมาก แต่อย่าลืมว่าความเข้าใจพระคำของพระเจ้า ก็มาจากความเข้าใจผู้เขียน ซึ่งก็คือ พระเจ้า นั่นเอง

หากเราสามารถหาสมดุลของการศึกษาหาความรู้ตามหลักวิชาการ  กับการสำแดงเปิดเผยของพระเจ้าได้อย่างเป็นผลดี จะส่งผลให้ชีวิตของผู้เชื่อ และคริสตจักรของพระเจ้า ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก

เราศึกษาพระวจนะเพราะเรารักพระเจ้า และอยากประพฤติตามพระวจนะของพระองค์ ก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการศึกษาพระวจนะ

ยน14:23พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “ถ้าใครรักเรา คนนั้นจะประพฤติตามคำของเรา และพระบิดาจะทรงรักเขา แล้วเราทั้งสองจะมาหาเขาและจะอยู่กับเขา 24คนที่ไม่รักเราก็ไม่ประพฤติตามคำของเรา และคำที่พวกท่านได้ยินนี้ไม่ใช่คำของเรา แต่เป็นของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา25“เรากล่าวคำเหล่านี้กับพวกท่านขณะที่เรายังอยู่กับท่าน 26แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้นจะทรงสอนพวกท่านทุกสิ่ง และจะทำให้ระลึกถึงทุกสิ่งที่เรากล่าวกับท่านแล้ว

ให้เราร่วมใจกันอธิษฐานเผื่อความจริงเรื่องนี้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here