มีความคิดเห็นต่างกันเรื่อง “คริสเตียนเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับผู้เชื่อ หรือเป็นเรื่องศาสนา” ดังนี้

ฝ่ายที่ 1.นักเทศน์สอนว่า“คริสเตียนเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้เชื่อกับพระเจ้า ไม่ใช่เรื่องศาสนา” โดยฝ่ายนี้ยังไม่มีข้อพระคัมภีร์ และหลักการในพระคัมภีร์มาอ้างอิงถึงคำสอนนี้

ฝ่ายที่ 2.นักวิชาการพระคัมภีร์บอกว่า“พระคัมภีร์สอนเรื่องคริสเตียนเป็นเรื่องศาสนา ไม่ใช่เรื่องความสัมพันธ์กับพระเจ้า” ฝ่ายนี้มีข้อพระคัมภีร์ และหลักการในพระคัมภีร์มาอ้างอิงคำสอนนี้ได้ (มีพระคัมภีร์แค่สองข้อที่ใช้อ้างอิง)

เมื่อผมได้รับข้อมูลทั้งสองส่วนนี้เลยมาศึกษาและลองตรวจสอบดู มีการคิดต่างในเรื่องนี้มานานแล้ว ( ท่านสามารถสืบค้นคำว่า IS CHRISTIANITY A RELIGION OR A RELATIONSHIP? ใน google จะเห็นข้อถกเถียงเรื่องนี้ )

และฝ่ายที่เห็นว่าคนอื่นคิดไม่เหมือนตน เชื่อไม่เหมือนตนเป็นพวกสอนเท็จ เขาไม่ได้อ้างว่าคนที่เห็นต่างจากเขาสอนผิดพระคัมภีร์ข้อไหน อย่างไร  มีแต่คำกล่าวอ้างว่าคนที่คิดเห็นต่างจากตนสอนผิดตามประวัติศาสตร์ หรือผิดตามประสบการณ์ที่ผ่านมา หรือผิดไปจากที่พวกเขาเชื่อ หรือผิดไปจากคณะนิกายของตนเอง

1.เรื่องของคริสเตียนเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างผู้เชื่อกับพระเจ้า

ความรักเป็นเรื่องของคุณภาพของความสัมพันธ์ อ้างอิงโดยพระเยซูคริสต์ตอบคำถาม “พระบัญญัติข้อไหนสำคัญที่สุด?”

มก12:29-34 พระเยซูจึงตรัสตอบคนนั้นว่าพระบัญญัติอันดับแรกคือ โอ ชนอิสราเอล จงฟังเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเป็นพระเจ้าองค์เดียว 30พวกท่านจงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าด้วยสุดใจของท่าน ด้วยสุดจิตของท่าน ด้วยสุดความคิดของท่านและด้วยสุดกำลังของท่าน 31ส่วนพระบัญญัติที่สำคัญอันดับสองคือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ไม่มีพระบัญญัติอื่นใดที่สำคัญยิ่งกว่าพระบัญญัติเหล่านี้

ดังนั้นถ้าพระเยซูคริสต์สอนให้เรารักพระเจ้า แสดงว่าเรื่องคริสเตียนก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้เชื่อกับพระเจ้าด้วย นักเทศน์ก็ไม่น่าจะเทศน์สอนผิด แม้ยังไม่ได้อ้างอิงข้อพระคัมภีร์เจาะจงชัดเจน 

คริสเตียนอยู่ในพระคริสต์ ไม่ใช่อยู่ในศาสนา(หรือหลักธรรมบัญญติ) การอยู่ในพระคริสต์ก็เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับผู้เชื่อผ่านทางพระเยซูคริสต์ โดยมีหลักการพระคัมภีร์รองรับ

อฟ1:4-9 ดังเช่น ในพระคริสต์ พระเจ้าทรงเลือกเราตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก เพื่อให้เราบริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระองค์ 5พระองค์ทรงกำหนดเราไว้ล่วงหน้าด้วยความรัก ให้เป็นบุตรของพระองค์โดยทางพระเยซูคริสต์ ตามความชอบพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์ 6เพื่อเป็นที่ยกย่องพระคุณอันรุ่งโรจน์ของพระองค์ที่ทรงให้แก่เราเปล่าๆ ในพระเยซูที่พระองค์ทรงรัก 7ในพระเยซูนั้น เราได้รับการไถ่โดยพระโลหิตของพระองค์ คือได้รับการยกโทษจากการละเมิดโดยพระคุณอันอุดมของพระเจ้า 8ซึ่งประทานแก่เราอย่างเหลือล้นด้วยปัญญาและความเข้าใจทุกอย่าง 9พระเจ้าโปรดให้เรารู้ความล้ำลึกแห่งพระประสงค์ของพระองค์ตามความชอบพระทัยของพระองค์ที่ทรงดำริไว้แล้วในพระคริสต์

คส2:6-10เพราะฉะนั้น ในเมื่อพวกท่านรับพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าไว้แล้ว ก็จงดำเนินชีวิตในพระองค์ด้วย 7จงหยั่งรากและก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ จงมั่นคงในความเชื่อตามที่ได้รับการสอนมาแล้ว และจงให้การขอบพระคุณทวียิ่งขึ้น8จงระวังให้ดี อย่าให้ใครทำให้พวกท่านตกเป็นทาสด้วยหลักปรัชญา และคำหลอกลวงที่เหลวไหลตามตำนานของมนุษย์ ตามพวกภูตผีที่ครอบงำของจักรวาล ไม่ใช่ตามพระคริสต์ 9เพราะว่าความเป็นพระเจ้าที่ครบบริบูรณ์ทั้งสิ้นดำรงอยู่ในพระกายของพระองค์ 10และพวกท่านได้รับความครบบริบูรณ์ในพระองค์ ผู้ทรงเป็นศีรษะเหนือภูตผีที่ครอบครองและภูตผีที่มีอำนาจทั้งหมด

คส2:16-23 เพราะฉะนั้นอย่าให้ใครพิพากษาท่านทั้งหลายในเรื่องการกิน การดื่ม ในเรื่องเทศกาล หรือวันต้นเดือน หรือวันสะบาโต 17สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของสิ่งที่มาในภายหลัง แต่ตัวจริงคือพระคริสต์ 

18อย่าให้ใครตัดสิทธิ์พวกท่านด้วยการทำทีถ่อมใจและด้วยการนมัสการพวกทูตสวรรค์ พวกเขาใฝ่ฝันอยู่ในนิมิต หยิ่งผยองอย่างไม่มีเหตุตามความคิดฝ่ายเนื้อหนังของเขา 19และไม่ได้ยึดมั่นในพระคริสต์ ผู้ทรงเป็นศีรษะ ซึ่งเป็นเหตุให้ทั่วทั้งร่างกายได้รับการบำรุงเลี้ยง และประสานเข้าด้วยกันโดยข้อและเอ็นต่างๆ จึงได้เจริญขึ้นตามที่พระเจ้าทรงให้เจริญขึ้นนั้น 20ถ้าท่านทั้งหลายตายกับพระคริสต์พ้นจากพวกภูตผีที่ครอบงำของจักรวาลแล้ว ทำไมท่านจึงมีชีวิตเหมือนกับว่าพวกท่านยังอยู่ฝ่ายโลก? ทำไมท่านยอมอยู่ใต้กฎต่างๆ 21เช่น “อย่าหยิบ” “อย่าชิม” “อย่าแตะต้อง” 22สิ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่จะพินาศเมื่อใช้มัน และเป็นเพียงกฎเกณฑ์และคำสอนของมนุษย์ 23จริงอยู่สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนมีปัญญา คือการนมัสการด้วยความสมัครใจ การทำทีถ่อมใจ และการทรมานกาย แต่ไม่มีประโยชน์อะไรในการต่อสู้กับความใคร่ของเนื้อหนัง

2.เรื่องของคริสเตียนก็เป็นเรื่องศาสนา

นักวิชาการได้อ้างอิงพระคัมภีร์สองข้อ และอ้างรากศัพท์เพื่อการแปลว่าเป็นเรื่องศาสนา ซึ่งผมก็ได้ลองไปค้นคว้าดู พบคำว่า “ธรรมะ”ในภาษากรีก หมายถึงการปฎิบัติตามข้อกำหนดทางศาสนาอย่างระมัดระวัง เป็นผู้มีความเคร่งทางศาสนา แม้คำว่า “ธรรมะ”ในภาษาเดิมจะทำหน้าที่ของประโยคแตกต่างกัน(สังเกตว่าภาษากรีกเขียนไม่เหมือนกัน) จากยก1:26

ยก1:26 Interlinear

 

ยก1:26 ถ้าใครคิดว่าตัวเองเป็นคนมีธรรมะแต่ไม่ได้ควบคุมลิ้นของตน เขาก็หลอกลวงจิตใจของตนเอง และธรรมะของคนนั้นก็ไม่มีประโยชน์

(จุดอ่อนของคนอ้างเรื่องคริสเตียนเป็นเรื่องศาสนาที่สอนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ คือไม่ได้ควบคุมลิ้นของตน)

นักวิชาการยังให้หลักการจากพระคัมภีร์อีกที่ชี้ว่า คริสเตียนเป็นเรื่องศาสนา ซึ่งผมก็ได้ลองไปค้นคว้าดู พบคำว่า “การทำหน้าที่ในทางพระเจ้า”ในภาษากรีก หมายถึงการเคร่งศาสนา แสดงความนับถือต่อการนมัสการพระเจ้า  จาก1ทธ5:4

1ทธ5:4 Interlinear

1ทธ5:4 ถ้าแม่ม่ายคนไหนมีลูกหรือหลาน ก็ให้เขาทั้งหลายเรียนรู้การทำหน้าที่ในทางพระเจ้าต่อครอบครัวของตนก่อน และให้ตอบแทนคุณบิดามารดา เพราะว่าการกระทำเช่นนี้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า 

จากการศึกษาผมพบว่าพระคัมภีร์ก็ให้หลักการว่าคริสเตียนเป็นเรื่องของความสัมพันธ์หว่างพระเจ้ากับผู้เชื่อ และเป็นเรื่องศาสนา(แม้อ้างพระคัมภีร์แค่สองข้อ)

หมายความว่า ในพระคัมภีร์สอนทั้งสองเรื่องไม่ได้สองเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ส่วนมุมมองของแต่ละท่านในการให้ความสำคัญว่าเรื่องใดสำคัญกว่าเรื่องใด อะไรมาก่อนอะไรมาทีหลัง ก็ต้องดูว่ามีพระคัมภีร์ข้อไหนตอนไหน รับรองความคิดนั้น

อีกทั้งต้องดูว่าใช้มุมมองอะไร ใช้หลักการแบบไหน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ให้ดูชีวิตของคนที่เชื่อแบบนั้น เขาดำเนินชีวิตอย่างไรด้วย

กท5:23 “ความสุภาพอ่อนโยน การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย

มาร์ติน ลูเทอร์กล่าวว่า แน่นอนมีธรรมบัญญัติ แต่ไม่ได้มีผลใช้กับคนที่มีผลพระวิญญาณบริสุทธิ์ ธรรมบัญญัติไม่ได้ให้ไว้สำหรับคนชอบธรรม คริสเตียนที่แท้จริงประพฤติตนโดยไม่ต้องการให้ธรรมบัญญัติใดๆมาเตือนหรือยับยั้งห้ามเขา เขาเชื่อฟังธรรมบัญญัติโดยปราศจากการบังคับ ธรรมบัญญัติไม่มีผลเกี่ยวข้องกับเขา เท่าที่เขาตระหนักให้ความสำคัญ เขาไม่จำเป็นต้องมีธรรมบัญญัติใดใด

Against such there is no law.

There is a law, of course, but it does not apply to those who bear these fruits of the Spirit. The Law is not given for the righteous man. A true Christian conducts himself in such a way that he does not need any law to warn or to restrain him. He obeys the Law without compulsion. The Law does not concern him. As far as he is concerned there would not have to be any Law.

Bibliography
Luther, Martin. “Commentary on Galatians 5:23”. “Martin Luther’s Commentary on Galatians”. https:https://www.studylight.org/commentaries/mlg/galatians-5.html. Zondervan. Gand Rapids, MI. 1939.

ผลพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เป็นเรื่องที่เกิดจากความสัมพันธ์กับพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ 

กท3:14เพื่อพรของอับราฮัมจะได้มาถึงบรรดาคนต่างชาติ ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ เพื่อเราจะได้รับพระวิญญาณตามพระสัญญาโดยความเชื่อ

ผมคิดว่าถ้าคนที่มีความรู้พระคัมภีร์ ร่วมมือร่วมใจกัน ในการทำให้คำสอนของพระเจ้าถูกต้องตามพระประสงค์ที่บันทึก เพื่อให้เรานำไปเทศน์ นำไปสอน ให้เกิดการเรียนรู้ ให้เชื่อฟังและให้ทำตามพระวจนะจะเกิดประโยชน์ 

หากเราไม่นำประเด็นเรื่องคำสอนมาสร้างความแตกแยกกัน ฝ่ายที่มีความรู้มากกว่าก็แนะนำด้วยความรัก ความหวังดี ฝ่ายที่ดูเหมือนรู้น้อยกว่าก็ถ่อมใจ เปิดใจรับฟังเหตุผลของกันและ แล้วมาปรับปรุงพัฒนาแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงก็เกิดประโยชน์

คำอธิษฐานของผมสำหรับเรื่องนี้

1คร4:1-5ให้ทุกคนถือว่าเราเป็นคนเช่นนี้คือเป็นเหมือนคนรับใช้ของพระคริสต์ และเป็นผู้รับมอบฉันทะให้ดูแลสิ่งล้ำลึกของพระเจ้า 2ยิ่งกว่านั้น บรรดาผู้รับมอบฉันทะย่อมได้รับการคาดหวังว่าต้องเป็นคนที่ไว้วางใจได้ 3สำหรับข้าพเจ้า การที่พวกท่านหรือมนุษย์คนใดจะไต่สวนตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สุด ถึงแม้ข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้ไต่สวนตัวเอง 4เพราะมโนธรรมไม่ได้กล่าวโทษตัวข้าพเจ้า แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าถูกนับว่าไร้ความผิด และผู้ทรงไต่สวนตัวข้าพเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้า 5ฉะนั้นอย่าตัดสินสิ่งใดก่อนถึงเวลา จงคอยจนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา พระองค์จะทรงเปิดเผยสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความมืด และจะทรงเผยความมุ่งหมายของจิตใจทั้งหลาย เมื่อนั้นแต่ละคนจะได้รับคำชมเชยจากพระเจ้า

 

เขียนโดย กิจขจร ลิ่วเฉลิมวงศ์

วันพฤหัสที่ 20ก.พ.2020

ปรับแก้ 1 วันเสาร์ที่ 22ก.พ.2020

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here