ก้าวที่ 31 ลก8:11-15 ลักษณะชีวิตคริสเตียนที่ดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระคริสต์ 

ลักษณะชีวิตผู้ที่ตอบสนองพระวจนะ ลก8:11-15 มีทั้งหมด 5 ตอน 

ก้าวที่ 29 ดำเนินชีวิตที่เป็นพระพร(เป็นประโยชน์)

ก้าวที่ 30 อย่าดำเนินชีวิตที่ไม่ตอบสนองพระวจนะ

ก้าวที่ 31 อย่าดำเนินชีวิตตามโลก

ก้าวที่ 32 อย่าดำเนินชีวิตไม่ผ่านการทดสอบทดลอง

ก้าวที่ 33 ดำเนินชีวิตตามที่ได้เรียนรู้เรื่องแผ่นดินของพระเจ้า

เขียนโดย อ.กิจขจร ลิ่วเฉลิมวงศ์ วันที่ 9 เม.ษ.2020

ตอนที่ 3 อย่าดำเนินชีวิตตามโลก

1.การแสดงออกของการดำเนินชีวิตตามโลก (14)

2.ผลร้ายของการดำเนินชีวิตตามโลก (14)

พระเยซูทรงอธิบายอุปมาเรื่อง ผู้หว่านเมล็ดพืช (มธ.13:18-23; มก.4:13-20)

11“อุปมานั้นหมายถึงอย่างนี้ เมล็ดพืชหมายถึงพระวจนะของพระเจ้า 

12ที่ตกตามหนทางหมายถึงคนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้ว มารมาชิงเอาพระวจนะไปจากใจของเขาเพื่อไม่ให้เขาเชื่อและรับความรอด 

13ที่ตกบนหินหมายถึงคนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้วก็รับพระวจนะนั้นด้วยความยินดี แต่ไม่มีราก เชื่อได้เพียงชั่วคราว เมื่อถูกทดลองก็หลงไป 

14ที่ตกกลางหนามหมายถึงคนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้ว และขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่ ความกังวลทรัพย์สมบัติ และความสนุกสนานของชีวิตนี้ ก็รัดพวกเขาจนทำให้ผลไม่เติบโต 

มธ.13:22 และเมล็ดซึ่งหว่านกลางหนามนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ แต่ความกังวลของโลก และการล่อลวงของทรัพย์สมบัติรัดพระวจนะนั้นเสีย จึงไม่เกิดผล

มก.4:18-19 ส่วนพืชที่หว่านลงกลางหนามนั้นได้แก่คนที่ได้ยินพระวจนะ 19แล้วความกังวลของโลก และความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ และความโลภในสิ่งต่างๆ ประดังเข้ามา และรัดพระวจนะนั้น จึงไม่เกิดผล

15ที่ตกในดินดีหมายถึงคนเหล่านั้นที่ได้ยินพระวจนะแล้วจดจำไว้ด้วยใจที่ซื่อสัตย์ดีงาม จึงเกิดผลโดยความทรหดอดทน

เบื้องหลังของพระธรรมตอนนี้ เป็นคำสอนเกี่ยวข้องกับเรื่องแผ่นดินสวรรค์ พระองค์สอนบนเรือที่ทะเลสาบกาลิลี โดยสอนเป็นคำอุปมา

มธ13:1-2ในวันนั้นพระเยซูเสด็จจากบ้านไปประทับที่ชายทะเลสาบ 

2มีมหาชนมาหาพระองค์ พระองค์จึงเสด็จลงไปประทับในเรือ และฝูงชนทั้งหมดก็ยืนอยู่บนฝั่ง

ผู้ฟังในเวลานั้นมีมหาชน ประชาชนทั่วไป และพวกสาวก เนื้อหาเป็นเรื่องแผ่นดินสวรรค์ของพระเจ้า โดยพระเยซูคริสต์อธิบายคำอุปมาให้สาวกเข้าใจ แสดงว่าพระเยซูคริสต์อธิบายให้คนที่เชื่อพระองค์แล้วเข้าใจ แต่ผู้ที่ฟังอุปมาแล้วไม่เข้าใจในคำสอนของพระเยซูคริสต์ พวกเขาไม่สามารถดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องได้

ผู้ที่ฟังแล้วไม่เข้าใจก็เหมือนคนที่ไม่เชื่อ หากคนที่ฟังไม่ว่าจะเป็นคนเชื่อหรือไม่เชื่อหากพวกเขาไม่เข้าใจคำอุปมานี้แล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามอุปมานี้ จนเกิดผลได้

คำเทศนาตอนนี้ เน้นเรื่องลักษณะชีวิตคริสเตียนที่ดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระคริสต์  ยังคงเกี่ยวข้องกับเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า ผู้เชื่อควรมีลักษณะชีวิตอย่างไรในเรื่องผู้เป็นสุข มธ5:3-12 ไปแล้ว ผู้เชื่อยังต้องดำเนินชีวิตตอบสนองพระวจนะของพระคริสต์ด้วย

ที่นำลก8:11-15 เป็นตอนเทศนาหลัก เนื่องจากการดูภาษาเดิมพบว่า มธ13:23 และมก4:20 ใช้รูปการเขียน ทั้งประโยคไวยากรณ์แทบจะเหมือนกันเลย ดูเหมือนทั้งสองเล่มจะมีแหล่งอ้างอิงการเขียนจากแหล่งเดียวกัน แต่ลูกาบทที่8 มีความแตกต่างจากมัทธิว และมาระโก ดังนั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการเทศนาสูงสุดจึงเลือกลูกา เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับมัทธิว และมาระโก

ผลที่พระเยซูคริสต์คาดหวังเมื่อสาวกได้ยิน ได้ฟัง ได้เข้าใจพระวจนะ คือ การที่พวกเขาไปเกิดผล แต่ในลก8:11-12 ตอนที่ 3 นี้เป็นเรื่องตรงกันข้ามกับการคาดหวังของพระเยซูคริสต์เลย 

เพราะจากพระคัมภีร์ 3 ตอนที่เราได้อ่านไปแล้วในตอนต้น ลูกาบอกว่าหนามมารัดทำให้ผลไม่เติบโต, มัทธิว:บอกว่า หนามมารัดพระวจนะจึงไม่เกิดผล แต่มาระโกบอกว่าหนามมารัดพระวจนะจึงไม่เกิดผล

ลก8:14, มธ13:22 , มก4:18-19  หนามมารัดพระวจนะ ทั้งสามตอนใช้รากศัพท์คำเดียวกัน GK173:akantha (n) อ่านว่า (ak’-an-thah) หมายความว่า เต็มไปด้วยหนาม,หนาม,พืชที่มีหนาม,พุ่มไม้หนาม ในตอนนี้หมายถึง ท่ามกลางเมล็ดพันธ์หนาม ตัวอย่าง เหนือดินมีเมล็ดพืชหนามซึ่งถูกวางซ่อนไว้มองไม่เห็น

การรัด คือ GK4846:sumpnigó(V) อ่านว่า(soom-pnee’-go) ทั่วไปหมายถึง บีบแน่น เบียดเสียด รัดแน่นเหมือนวัชพืชรัดต้นไม้ ทำให้ตัดขาดจากสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเติบโต รัดอย่างรุนแรง หายใจไม่ออก (แสดงว่าเมล็ดพระวจนะที่ตกลงในใจของผู้ฟัง จะถูกรัดจนตายในที่สุด)

ผู้เชื่อควรระมัดระวังที่จะให้พระวจนะเติบโตเกิดผลในชีวิต อย่าคิดว่าตนรับเชื่อพระเยซูคริสต์ รับความรอดแล้ว แต่ไม่ตอบสนองพระวจนะพระเจ้าอีกต่อไป เพราะเรากำลังตายฝ่ายวิญญาณอย่างช้าๆและจะตายในที่สุด

พระเยซูคริสต์ได้บอกวิธีจัดการสำหรับข้าวละมานที่มาผสมกับข้าวสาลี ซึ่งตอนยังไม่เติบโตออกผลยังสังเกตเห็นได้ไม่ชัด เหมือนกับเมล็ดหนามเช่นกันเมื่อตอนที่หว่านเมล็ดพระวจนะก็ไม่เห็นเมล็ดหนามเช่นกัน

มธ13:27-30 บรรดาทาสของเจ้าบ้านจึงมาแจ้งแก่นายว่านายเจ้าข้า ท่านได้หว่านพืชดีไว้ในนาของท่านไม่ใช่หรือ? แต่มีข้าวละมานมาจากไหน?’ 28นายก็ตอบว่านี่เป็นการกระทำของศัตรูทาสเหล่านั้นจึงถามว่าท่านปรารถนาจะให้เราไปถอนและเก็บข้าวละมานไหม?’ 29แต่นายตอบว่าอย่าเลย เกรงว่าเมื่อกำลังถอนข้าวละมานจะถอนข้าวดีด้วย 30ให้ทั้งสองเติบโตไปด้วยกันจนถึงฤดูเกี่ยว และในเวลาเกี่ยวนั้นเราจะสั่งบรรดาผู้เกี่ยวว่าจงเก็บข้าวละมานก่อน มัดเป็นฟ่อนเผาไฟเสีย แต่ข้าวดีนั้นจงรวบรวมไว้ในยุ้งฉางของเรา

พระวจนะ ทั้งสามตอนใช้รากศัพท์อันเดียวกัน GK3056:logos(n) อ่านว่า (log’-os) ในตอนนี้ เป็นหลักคำสอนเกี่ยวกับความสำเร็จผ่านทางพระเยซูคริสต์แห่งความรอดของอาณาจักรของพระเจ้า

Maclaren เมล็ดอย่างเดียวกันแต่ตกตามดินสี่ชนิดที่แตกต่างกัน ผู้หว่านในสมัยนั้นไม่ได้ตั้งใจที่จะหว่านเมล็ดในดินที่ไม่สามารถเกิดผลได้อย่างแน่นอนอยู่แล้ว

หนามที่รัดพระวจนะ คือ อันตรายที่ทำให้ฝ่ายวิญญาณตายอย่างช้าๆ ไม่รู้ตัว และตายในที่สุด การไม่เกิดผล หรือผลไม่เติบโตเป็นสัญญาณที่ต้องปรับปรุงชีวิต

การตอบสนองของเราต่อเรื่องนี้ คือ ต้องตรวจสอบชีวิตตนเอง เราได้เรียนรู้ว่าหนามคือ อะไร เราต้องปรับปรุงชีวิตในส่วนที่เราถูกหนามรัด เพื่อให้ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราเกิดผล เติบโต ไม่ตาย ทำให้เรามั่นใจความเชื่อในพระเยซูคริสต์ และมั่นใจในการรับความรอดในที่สุด

วันนี้เราจึงมาเรียนรู้เรื่องนี้ ผ่านหัวข้อคำเทศนา ลก8:11-15 ลักษณะชีวิตคริสเตียนที่ดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระคริสต์มีทั้งหมด 5 ตอน

ตอนที่อย่าดำเนินชีวิตตามโลก

1.การแสดงออกของการดำเนินชีวิตตามโลก (14)

ลก8:14ที่ตกกลางหนามหมายถึงคนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้ว และขณะที่ ดำเนินชีวิตอยู่ ความกังวลทรัพย์สมบัติ และความสนุกสนานของชีวิตนี้ ก็รัดพวกเขาจนทำให้ผลไม่เติบโต 

ACTS: ในอีกแง่มุมหนึ่ง หมายความว่า พระวจนะได้เข้าไปฝังตัวในดินแล้ว แต่ไม่เติบโต ไม่เกิดผล พระคัมภีร์ทั้งสามตอนบอกว่าเมล็ดพระวจนะตกลงในดินที่มีเมล็ดหนาม เปรียบเหมือนเมล็ดที่เติบโตแล้ว ไม่สามารถเติบโตได้เต็มที่ หรือไม่เกิดผลในที่สุด เพราะถูกหนามรัดต้นพืช ทำให้อากาศ หรืออาหาร หรือน้ำ ไปเลี้ยงต้นได้ไม่เต็มที่ จึงไม่เกิดผลตามที่ควรจะเป็น แม้ไม่ตายแต่ไม่มีประโยชน์ หรือพืชอาจตายในสุดถ้าถูกรัดแน่น

คนที่เชื่อพระเจ้า รับความรอดตั้งแต่ที่เชื่อ เพราะรับพระวจนะเข้าไปในชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น มีความเชื่อเป็นเวลาหลายๆปีขึ้น กลับถูกหนาม คือ โลกนี้ขัดขวาง เป็นอุปสรรค ทำให้พระวจนะไม่เติบโต ไม่เกิดผล ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามที่เรียนรู้พระวจนะได้ เขาจะค่อยๆตายฝ่ายวิญญาณ และอาจจะตายสนิทในที่สุดก็ได้ ให้ดูผลของชีวิตของผู้เชื่อ

บริบทลก8:14 เน้นไปที่อาณาจักรของพระเจ้า แผ่นดินของพระเจ้า เป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณ เป็นเรื่องของอนาคตที่อยู่กับพระเจ้าเป็นนิรันดร์ คนที่ไม่ระวังการดำเนินชีวิตให้พระวจนะเกิดผลในชีวิต เพราะสนใจแต่ การใช้ชีวิตในโลกนี้ไม่สนใจการใช้ชีวิตในโลกนิรันดร์  แสดงออกดังนี้

(1.1) ความกังวล การล่อลวง การลุ่มหลงของทรัพย์สมบัติ และความโลภ

ข้อนี้เน้นไปที่การปรารถนาถือครอง ครอบครองทรัพย์สิน สิ่งของ วัตถุที่เป็นกายภาพเป็นปริมาณจำนวนมาก พระเจ้าเตือนอย่าใช้ชีวิตไปกับความกังวล การล่อลวง การลุ่มหลงทรัพย์ สมบัติ และความโลภ อย่าให้ความร่ำรวย ความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ การได้ครอบครองสิ่งของมากมาย อย่าให้วัตถุเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณ อย่าใช้ชีวิตเพื่อการครอบครองทรัพย์สมบัติมากมาย เพราะจะทำให้ไม่เกิดผล และตายฝ่ายวิญญาณในที่สุดได้

พระเจ้าให้มุ่งเน้นที่พระองค์ ไม่ใช่พระพรของพระองค์

1ทธ6:17 ส่วนพวกที่มั่งคั่งในชีวิตนี้ จงกำชับพวกเขาไม่ให้เย่อหยิ่ง หรือมุ่งหวังในทรัพย์ที่ไม่ยั่งยืน แต่ให้มุ่งหวังในพระเจ้าผู้ประทานทุกสิ่งแก่เราอย่างบริบูรณ์ เพื่อให้เราได้ชื่นชม 

หนุนใจดำเนินชีวิตในโลกนี้ให้ระวังเรื่องการล่อลวง

ฮบ3:13 แต่จงหนุนใจกันและกันทุกวัน ตลอดเวลาที่เรียกกันว่าวันนี้เพื่อจะไม่มีใครในพวกท่านมีใจดื้อรั้นไป เพราะการล่อลวงของบาป

พระเจ้าไม่ได้ล่อลวงใคร ตัณหาของคนนั้นต่างหากล่อลวงเขา

ยก1:13-14 อย่าให้คนที่ถูกล่อลวงกล่าวว่า พระเจ้าทรงล่อลวงข้าพเจ้าเพราะว่าพระเจ้าจะไม่ถูกความชั่วล่อลวง และพระองค์เองก็ไม่ทรงล่อลวงใครเลย 14แต่ทุกคนถูกล่อลวงด้วยตัณหาของตัวเอง คือถูกตัณหานั้นล่อลวงและชักนำ

มก.4:19 แล้วความกังวลของโลก และความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ และความโลภในสิ่งต่างๆ ประดังเข้ามา และรัดพระวจนะนั้น จึงไม่เกิดผล

ความโลภในที่นี้ หมายถึง ความปรารถนาอย่างแรงกล้า เฉพาะเจาะจงเป็นเรื่องความปรารถนาที่ต้องห้าม เป็นเรื่องกิเลสตัณหา นอกเหนือจากการโลภทรัพย์สินอีกด้วย

(1.2) หาความสนุกสนานของชีวิตนี้

ข้อนี้เน้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ จิตใจ ไม่ได้เน้นวัตถุทางกายภาพ

ลก8:14 หมายถึง ความปรารถนาอย่างแรงกล้า ความพึงพอใจ แรงผลักดัน กิเลสตัณหา ความสนุกสนานทางกายภาพ ให้ความหมายด้านลบ เป็นหนามที่ต้องระวังเช่นกัน

ชีวิตของคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตเพื่อความสนุกสนาน

ทต3:3 เพราะว่าเมื่อก่อนนั้นเราเองก็โง่เขลา ไม่เชื่อฟัง หลงผิด เป็นทาสของกิเลสตัณหาและความสำราญต่างๆ ใช้ชีวิตอย่างชั่วร้ายและอิจฉาริษยา ถูกชิงชังและเกลียดกัน

ทต2:12 และเพื่อสอนเราให้ละทิ้งความอธรรมและโลกียตัณหา และให้ดำเนินชีวิตในยุคนี้อย่างมีสติสัมปชัญญะ อย่างชอบธรรมและให้ดำเนินตามทางพระเจ้า 

แต่สำหรับผู้เชื่อพระเจ้าให้ระวังความสนุกสนานในโลกนี้

ลก 21:34จงระวังตัวให้ดี เกรงว่าใจของท่านจะเต็มล้นไปด้วยการเสเพล การเมาเหล้า และการห่วงกังวลถึงชีวิตนี้ แล้วเวลานั้นจะมาถึงท่านโดยไม่คาดฝัน

ผู้เชื่อต้องไม่ดำเนินชีวิตห่วงความสนุกสนานที่เป็นการล่อลวงอีกต่อไป

อฟ4:21-22พวกท่านเคยฟังเรื่องของพระองค์แล้วอย่างแน่นอน และเคยได้รับการสอนเรื่องพระองค์ตามสัจธรรมที่อยู่ในพระเยซูแล้ว 22คือได้รับการสอนให้ทิ้งตัวเก่าของพวกท่านที่คู่กับการประพฤติแบบเดิม ซึ่งถูกตัณหาล่อลวงทำให้พินาศไป

(1.3) กังวลกับโลก (ชีวิตนี้)

มธ.13:22 และเมล็ดซึ่งหว่านกลางหนามนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ แต่ความกังวลของโลก

ข้อนี้เน้นเรื่อง การไม่ดำเนินชีวิตในโลกนี้เพื่อชีวิตในแผ่นดินพระเจ้านิรันดร

ภาษาเดิมหมายถึง ชีวิตในโลกนี้ ชีวิตในปัจจุบันนี้ ชีวิตที่อยู่ในโลกฝ่ายกายภาพ ซึ่งแตกต่างจากชีวิตในอนาคต ซึ่งจะยืนยาวนานนิรันดร์ไม่สิ้นสุด ชีวิตในโลกนี้ตอนนี้หมายถึง ช่วงเวลาที่พระเยซูคริสต์เสด็จมาแล้ว

เปาโลบอกว่าชีวิตในโลกนี้ หรือยุคปัจจุบันนี้ รากศัพท์เดียวกัน พระเจ้ามาช่วยเราให้รอดพ้นแล้วอย่ากลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม แต่ให้ใช้เพื่อพระเจ้า

กท1:4 พระเยซูทรงสละพระองค์เองเพราะบาปของเรา เพื่อช่วยเราให้พ้นจากยุคปัจจุบันอันชั่วร้าย ตามพระประสงค์ของพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของเรา 

เพราะถ้าเรารักโลกนี้เราเป็นศัตรูกับพระเจ้า

ยก4:4 คนไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า ท่านทั้งหลายรู้ว่าการเป็นมิตรกับโลกนั้นคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้าไม่ใช่หรือ? เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่ต้องการเป็นมิตรกับโลก ก็ตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระเจ้า

โลกนี้ไม่ยั่งยืนนิรันดร์ แต่คนที่ทำตามพระทัยพระเจ้าจะดำรงอยู่เป็นนิตย์

1ยน2:15-17อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก ถ้าใครรักโลก ความรักของพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น 16เพราะว่าทุกสิ่งที่อยู่ในโลก คือตัณหาของเนื้อหนังและตัณหาของตา และความทะนงในลาภยศไม่ได้มาจากพระบิดา แต่มาจากโลก 17และโลกกับสิ่งยั่วยวนของโลกกำลังผ่านพ้นไป แต่คนที่ประพฤติตามพระทัยของพระเจ้าจะดำรงอยู่เป็นนิตย์

คนสมัยปัจจุบันเป็นคนที่ไม่ต่างจากอดีตในการแสวงหาแต่สิ่งที่เป็นของโลกนี้ ตามโลกนี้ โลกที่เป็นฝ่ายกายภาพ ไม่ยั่งยืน ไม่นิรันดร์ เราที่เชื่อพระเจ้าแล้วอย่าดำเนินชีวิตอย่างคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า หรือไม่รู้จักพระเจ้า

พระเยซูคริสต์ใช้พระวจนะ เริ่มประกาศแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้วจงกลับใจใหม่ ชีวิตนิรันดร์นั่นก็เริ่มด้วยพระวจนะ ชีวิตที่เติบโตและเกิดผลก็ใช้พระวจนะเช่นกัน แต่ผู้เชื่อที่ไม่ดำเนินชีวิตตามพระวจนะ แต่ดำเนินชีวิตตามโลกเป็นเรื่องที่น่ากลัว

ฟป3:19-20ปลายทางของพวกเขาคือความพินาศ พระของเขาคือกระเพาะอาหาร เขาโอ้อวดในสิ่งที่น่าอับอายของพวกเขา พวกเขาคิดแต่เรื่องทางโลก 20แต่เราเป็นพลเมืองแห่งสวรรค์ และเรารอคอยผู้ช่วยให้รอดจากสวรรค์คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า

ถ้าเรารู้ว่าการไม่ตอบสนองพระวจนะทำให้เกิดผลร้ายต่อชีวิตในที่สุด เราต้องทำในส่ิงที่ต้องกันข้ามกับการไม่ตอบสนองพระวจนะ คือ ตอบสนอง

เราต้องให้พระวจนะมีอิทธิผลต่อการสร้างชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราให้เติบโต และเกิดผล

อย่าให้ทรัพย์สมบัติในโลก ล่อลวงเรา ทำให้กังวล ทำให้โลภ ทำให้ลุ่มหลง

อย่าให้ความสนุกสนานของชีวิตนี้สำคัญกว่าการดำเนินชีวิตตามพระวจนะ

อย่ากังวลกับโลกนี้ ให้สนใจเรื่องโลกนิรันดร์ แผ่นดินของพระเจ้าที่เราจะไปอยู่ในอนาคต อยู่ในโลกชั่วคราวนี้เพื่อเตรียมอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้านิรันดร

2คร5:1-5 เพราะเรารู้ว่าถ้าเรือนกายบนโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ถูกทำลายไป เราก็ยังมีที่อาศัยซึ่งมาจากพระเจ้า ที่ไม่ได้สร้างด้วยมือมนุษย์ และอยู่อย่างถาวรนิรันดร์ในสวรรค์ 2เพราะว่าในร่างกายนี้ เราคร่ำครวญและปรารถนาจะสวมใส่ที่อาศัยของเราที่มาจากสวรรค์ 3เพราะเมื่อสวมแล้ว เราก็จะไม่เปลือย 4เพราะว่าเราที่อยู่ในเรือนกายนี้คร่ำครวญและเป็นทุกข์หนัก ไม่ใช่เพราะปรารถนาจะอยู่ตัวเปล่า แต่ปรารถนาจะสวมใส่กายใหม่ เพื่อกายที่ต้องตายนั้นจะถูกกลืนโดยชีวิตอมตะ 5แต่พระเจ้าทรงเป็นผู้เตรียมเราไว้สำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้ และพระองค์ประทานพระวิญญาณเป็นมัดจำแก่เรา

ทุกวันนี้คริสตจักรหรืออาจารย์ หรือผู้นำใช้เนื้อหาหลักอะไรในการสร้างคน ใช้พระพรเป็นหลักหรือเปล่า ใช้ความสนุกสนานเป็นหลักหรือเปล่า ใช้ความต้องการของคนสมัยนี้เป็นหลักหรือเปล่า

คส2:8 จงระวังให้ดี อย่าให้ใครทำให้พวกท่านตกเป็นทาสด้วยหลักปรัชญา และคำหลอกลวงที่เหลวไหลตามตำนานของมนุษย์ ตามพวกภูตผีที่ครอบงำของจักรวาล ไม่ใช่ตามพระคริสต์

ถ้าคริสตจักรไม่สอนพระวจนะอย่างถูกต้อง ในการสร้างชีวิตผู้เชื่อให้เติบโตและเกิดผล เรื่องนี้จะสร้างปัญหาในระยะยาวเมื่อคนไม่ฟังพระวจนะ ไม่เข้าใจพระวจนะ ไม่ศึกษาพระวจนะ ไม่ยอมให้พระวจนะมีอิทธิพลหลักในชีวิต

คนที่สอนผิด สอนให้ผู้เชื่อรักความสนุก จะได้รับทุกข์เป็นโทษ

2ปต2:13พวกเขาจะได้รับทุกข์เป็นโทษแห่งการอธรรม เขาทั้งหลายถือการเสเพลเฮฮาในเวลากลางวันเป็นความเพลิดเพลิน พวกเขาเป็นจุดด่างพร้อยและรอยมลทิน และประพฤติการเสเพลเฮฮา เมื่อกำลังกินเลี้ยงกับท่านทั้งหลาย

อุปมาของผู้หว่าน

2.ผลร้ายของการดำเนินชีวิตตามโลก (14)

(2.1) เพื่อไม่ให้เขาเติบโต

ลก8:14ที่ตกกลางหนามหมายถึงคนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้ว และขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่ ความกังวลทรัพย์สมบัติ และความสนุกสนานของชีวิตนี้ ก็รัดพวกเขาจนทำให้ผลไม่เติบโต GK5052:telesphoreó (v) อ่านว่า.(tel-es-for-eh’-o) หมายความ ทำให้เติบโตสมบูรณ์ ทำให้เกิดผลสมบูรณ์ ใช้ครั้งเดียวในลก8:14 

ต้องสำรวจชีวิตของตนเอง เราโลกนี้น้อยลงเมื่อเทียบกับความจริงของแผ่นดินของพระเจ้าหรือไม่ เรารักพระเจ้ามากกว่าสิ่งของในโลกนี้ไหม เรารักความสนุกสนานในชีวิตนี้มากกว่าพระเจ้าหรือไม่

(2.2) เพื่อไม่ให้เขาเกิดผล

มธ.13:22 และเมล็ดซึ่งหว่านกลางหนามนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ แต่ความกังวลของโลก และการล่อลวงของทรัพย์สมบัติรัดพระวจนะนั้นเสีย จึงไม่เกิดผล

มก.4:18-19 ส่วนพืชที่หว่านลงกลางหนามนั้นได้แก่คนที่ได้ยินพระวจนะ 19แล้วความกังวลของโลก และความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ และความโลภในสิ่งต่างๆ ประดังเข้ามา และรัดพระวจนะนั้น จึงไม่เกิดผล

GK175. akarpos (adj) อ่านว่า(ak’-ar-pos) หมายถึง ไร้ผล เป็นหมัน ไม่มีผลกำไร ไม่ให้ผลตามที่ควรจะออกผล

สำหรับผู้เชื่อพระเจ้าคาดหวังผล ไม่เป็นคนไร้ผล

ทต3:14 และให้คนของเราเรียนรู้ที่จะทำการดีด้วย เพื่อช่วยจัดหาสิ่งที่จำเป็นจริงๆ เพื่อว่าพวกเขาจะได้ไม่เป็นคนที่ไร้ผล

เมื่อเราเชื่อพระเยซูคริสต์มากขึ้น เราก็ต้องมีลักษณะชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อตนเอง และชีวิตของผู้อื่น

2ปต1:8 ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นคุณลักษณะของพวกท่านและเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้พวกท่านเป็นคนไม่ไร้ประโยชน์ และไม่ไร้ผลในการรู้จักพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

เมื่อพืชเติบโตขึ้นท่ามกลางพงหนาม ต้นพืชย่อมถูกหนามรัด ถ้าพืชโดนรัดแน่นมากๆ ในที่สุด พืชนั้นจะตาย ก่อนจะตาย เราเริ่มสังเกตเห็นได้ว่า พืชนั้นจะไม่เกิดผลตามที่ควรจะเป็น พืชนั้นไม่เติบโตเต็มที่ ทำประโยชน์ไม่ได้

เราต้องขอบคุณพระเจ้าที่ได้เชื่อในพระเจ้า และยังดำเนินอยู่ในทางแห่งความรอดพระเยซูคริสต์ อย่าลืมที่จะตอบสนองพระวจนะต่อไป จนกว่าจะถึงวันที่ไปอยู่กับพระองค์ เพื่อจะมั่นใจว่าเรายังเชื่อพระเจ้า และมั่นใจในความรอดที่เราได้เชื่อพระเยซูคริสต์

วว18:19-20 และเขาทั้งหลายก็โปรยผงคลีลงบนศีรษะของตน ส่งเสียงร้องไห้โศกเศร้า กล่าวว่าวิบัติแล้ว วิบัติแล้ว นครที่ยิ่งใหญ่นครซึ่งทุกคนที่มีเรือเดินทะเลต่างเคยมั่งมีจากความมั่งคั่งของนครนั้นเพราะภายในชั่วโมงเดียวนครนั้นก็สูญสิ้น20จงรื่นเริงเพราะนครนั้นเถิด เมืองสวรรค์ทั้งบรรดาธรรมิกชน อัครทูตทั้งหลายและพวกผู้เผยพระวจนะเพราะพระเจ้าทรงพิพากษาลงโทษนครนั้นให้กับเจ้าทั้งหลายแล้ว

ถ้าเราไม่ตอบสนอง เราไม่เชื่อตามที่พระคัมภีร์สอน เราก็จะไม่ปฎิบัติตาม

พวจนะเลย เราจะไม่ดำเนินชีวิตตามพระทัยของพระเจ้าเลย เราจะมีชีวิตที่ปลายทางคือ ไม่เชื่อ และไม่ได้รับความรอด

ยก5:1-5 ฟังให้ดีนะ พวกคนมั่งมี จงร้องไห้และโอดครวญเพราะความทุกข์ที่กำลังจะเกิดกับท่านทั้งหลาย 2ทรัพย์สมบัติของท่านก็ผุพัง เสื้อผ้าของพวกท่านก็ถูกแมลงกัดกิน 3ทองและเงินของพวกท่านก็ขึ้นสนิม และสนิมนั้นก็จะเป็นพยานปรักปรำท่านและจะเผาผลาญเลือดเนื้อของพวกท่านเหมือนกับไฟ ท่านสะสมสมบัติไว้สำหรับวาระสุดท้าย 4นี่แน่ะ ค่าจ้างของคนเหล่านั้นที่เกี่ยวข้าวในนาของพวกท่านที่ท่านฉ้อโกงไว้นั้นก็ฟ้องร้องขึ้น และเสียงร้องทุกข์ของคนงานเหล่านั้นที่เกี่ยวข้าวก็ดังไปถึงพระกรรณขององค์พระผู้เป็นเจ้าจอมทัพแล้ว 5ท่านทั้งหลายมีชีวิตอยู่ในโลกอย่างฟุ่มเฟือยและปล่อยตัว ทั้งยังบำรุงบำเรอจิตใจของท่านไว้เพื่อรอวันถูกฆ่า

หนามที่รัดพระวจนะ คือ อันตรายที่ทำให้ฝ่ายวิญญาณตายอย่างช้าๆ ไม่รู้ตัว และตายในที่สุด การไม่เกิดผล หรือผลไม่เติบโตเป็นสัญญาณที่ต้องปรับปรุงชีวิต

ฮบ6:6-8 แล้วยังหลงไป ก็เหลือวิสัยที่จะนำพวกเขามาสู่การกลับใจอีกได้ เพราะพวกเขาเองได้ตรึงพระบุตรของพระเจ้าอีก และได้ประจานพระองค์ให้อับอายต่อสาธารณชน 7เพราะว่าพื้นดินที่ได้รับน้ำฝนอยู่เสมอ และทำให้เกิดพืชผักอันเป็นประโยชน์แก่คนที่เพาะปลูก ก็ได้รับพระพรจากพระเจ้า 8แต่ถ้าพื้นดินนั้นผลิตต้นหนามใหญ่และหนามย่อย มันก็ไร้ค่าจนเกือบจะถูกแช่งสาป แล้วในที่สุดก็จะถูกเผาไฟ

ให้เราร่วมใจกันอธิษฐาน

สนใจติดต่อเรา หรือเชิญให้เทศนา ให้สอนหรือให้อบรม

www.facebook.com/FORWARD.CH.TH

Email: actsministry2017@gmail.com

รายการอ้างอิง
1https://biblehub.com/greek/173.htm
2https://biblehub.com/greek/4846.htm
3https://biblehub.com/greek/3056.htm
4https://biblehub.com/commentaries/maclaren/luke/8.htm
5https://biblehub.com/greek/4198.htm
6https://biblehub.com/greek/3308.htm
7https://biblehub.com/greek/1939.htm
8https://biblehub.com/greek/2237.htm
9https://biblehub.com/greek/165.htm
10https://biblehub.com/greek/5052.htm
11https://biblehub.com/greek/175.htm

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here